หน้าแรก
เกี่ยวกับ LCA สินค้าขายดีอันดับ 1
ประสิทธิภาพของ LCA
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์
เอกสารจาก อย.
ประสิทธิภาพและวิธีการใช้
ตัวอย่างผู้ใช้
ถาม - ตอบ
สั่งซื้อสินค้า
การชำระเงิน
เว็บบอร์ด - กระดานสนทนา
ติดต่อเรา

ผู้แนะนำธุรกิจ

คุณวรศักดิ์

เบอร์โทร 089-4474787
MSN :
banana.ms@ictprosystems.net
neo_reawta@hotmail.com
   


Statistic
ออนไลน์ : 00001
ผู้เข้าชม : 04776

LCA

  สาระน่ารู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร

    สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า การที่สเต็มเซลล์แบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการได้เป็นระยะเวลาที่นานมาก ถือเป็นลักษณะพิเศษซึ่งแตกต่างจากเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด เซลล์ประสาท เซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะเหล่านี้ไม่สามารถแบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ ในขณะที่สเต็มเซลล์แบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา กระบวนการนี้เรียกว่า proliferation สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด ที่แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการ เป็นเวลาหลายเดือน จะก่อให้เกิดเซลล์นับเป็นล้านๆ เซลล์ และเซลล์ที่แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงเหมือนกับเซลล์แม่

    เมื่อสเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนเซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีรวมกันประมาณ 150 เซลล์ เรียกว่า ระยะบลาสโตซิสต์ (blastocyst) ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน หรือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ชั้นใน ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน

     แหล่งของสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดอีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกล็ดเลือด เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้

    สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สามารถสำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ จะไม่มีคุณสมบัตินี้ เช่น เซลล์สมองของนักร้องชื่อดังถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้ เป็นต้น สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกแยกไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการระยะหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นเวลาหลายเดือน โดยวิธีที่เหมาะสม จะมีศักยภาพที่จะสร้างเซลล์ได้นับล้านเซลล์ ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะศึกษาวิธีเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์สามารถเจริญได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งหมายถึง ปริมาณของเซลล์ที่มากพอที่จะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้

     นักวิทยาศาสตร์สามารถหาแหล่งสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดได้จากแหล่งแรกคือ ร่างกายของเราเอง เช่น จากระบบเลือด ระบบประสาท แหล่งที่สองเป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากการแท้ง และแหล่งที่สาม เป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากเอ็มบริโอของมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่วัน ซึ่งเอ็มบริโอนั้นอาจจะมาจากการปฏิสนธิ คือ ถ้าไข่ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ ไม่ว่าจะเป็นในร่างกายหรือนอกร่างกาย เมื่อนำไปย้ายฝากก็จะได้เด็กหลอดแก้ว หรืออาจมาจากการโคลนนิ่งก็ได้ ซึ่งในการโคลนนิ่งนั้น นักวิทยาศาสตร์จะนำนิวเคลียสของไข่ออก จากนั้นเอาเซลล์ร่างกายใส่เข้าไปเหมือนกับทฤษฎีการโคลนแกะดอลลี่ แต่แทนที่จะเอาไปย้ายฝากในท้องของตัวแม่และรอจนได้ลูกโคลน แต่นักวิทยาศาสตร์จะเอาเอ็มบริโอในระยะบลาสโตซิสมาพัฒนาเป็นสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการแทน


     ในห้องปฏิบัติการนั้น หากนักวิทยาศาสตร์อยากได้สเต็มเซลล์เยอะๆ แต่ใช้สเต็มเซลล์จากร่างกาย ผลที่ได้ก็คือ เซลล์จะพัฒนาช้า แบ่งเซลล์ช้า อีกทั้งการพัฒนาของเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่ออื่นยังมีข้อจำกัด ไม่ได้พัฒนาเป็นเซลล์อื่นได้ทุกอย่าง ตรงข้ามกับเซลล์ของเอ็มบริโอ ซึ่งแบ่งตัวได้เร็ว จากเอ็มบริโอเพียงหนึ่งเซลล์ สามารถแบ่งตัวเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และพัฒนาไปเป็นเซลล์ของร่างกายได้หลายชนิด ไม่ว่าหัวใจ กระดูก ตับ เซลล์ทุกอย่างพัฒนาได้หมด อย่างไรก็ตาม สเต็มเซลล์จากร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่มีข้อจำกัดทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน

     ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้ประโยชน์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติต่างๆ ของสเต็มเซลล์ และหาทางชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่จำเพาะ และเป็นอวัยวะที่ต้องการ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยจากหลายๆ หน่วยงาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์จำเพาะขึ้นมาในห้องปฏิบัติการได้ อย่างไรก็ตาม การจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ก็ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะจากการทดลองพบว่า เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในหนูแล้ว พบผลเสียประการหนึ่งคือ มีเนื้องอกเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องศึกษาผลตรงนี้อย่างรอบคอบ จะเห็นไดว่าการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึงความรู้ที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งหากต่อยอดไปเรื่อยๆ และมีความรู้มากพอ ความหวังที่จะนำสเต็มเซลล์ไปทดแทนเซลล์หรืออวัยวะบางอย่างที่เสียหาย หรือเสื่อมสภาพไปของมนุษย์เห็นท่าจะเป็นจริงขึ้นมาสักวัน และบางทีอาจถึงขั้นกลายเป็น แนวทางชะลอความแก่ของมนุษย์ก็ได้

การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนทำอย่างไร

ความสนใจเรื่องสเต็มเซลล์มีมานานแล้ว เมื่อ 150 ปีก่อน รูดอลฟ์ เวอร์โช ได้เสนอว่า เซลล์ทั้งหลายต่างกำเนิดมาจากเซลล์ ในวงการแพทย์สมัยใหม่เองก็มีการใช้สเต็มเซลล์ ในการรักษาผู้ป่วยมานับสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถพบหรือแยกสเต็มเซลล์ ในไขกระดูกออกมาได้ จนกระทั่งปลายปี 2541 คณะนักวิจัยที่นำโดย เจมส์ ทอมสัน จึงสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้ และตีพิมพ์ผลงานของเขาในวารสาร Science ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 งานวิจัยของทอมสันยังแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่เขาเตรียมได้นั้นสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ หมายถึง แนวคิดที่จะนำสเต็มเซลล์ไปทดแทนเซลล์หรืออวัยวะบางอย่างที่เสียหายไปอาจเป็นไปได้จริง
      ร่างกายของเราถือกำเนิดขึ้นมาจากเซลล์โดยเริ่มจากการปฏิสนธิ ในตอนแรกเริ่มเซลล์ก็มีลักษณะเหมือนกัน แต่ต่อมาก็มีการพัฒนาไปเป็นเซลล์รูปแบบจำเพาะ จากเอ็มบริโอเซลล์ได้แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพัฒนาต่อไปเป็นบลาสโตซิสต์ ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีบริเวณกระจุกตัวของเซลล์เรียกว่ามวลเซลล์ชั้นใน ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์ยังคงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น เซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้แต่เซลล์สมอง รวมทั้งสเต็มเซลล์ยังคงความสามารถในการเพิ่มจำนวนตัวเองได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งเป็นต้นตอของการคิดนำสเต็มเซลล์ไปใช้

      การเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฎิบัติการ เรียกว่า cell culture นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยการนำกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน หรือที่เรียกว่า inner cell mass จากบลาสโตซิสต์ มาใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งเป็นจานพลาสติกที่ใช้ในห้องปฎิบัติการ ภายในประกอบด้วยอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเซลล์ เรียกว่า culture medium จากนั้นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนจะแบ่งตัวไปทั่วส่วนผิวของจานเพาะเลี้ยง ส่วนผิวด้านในจะเคลือบด้วยเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนู ซึ่งไม่แบ่งตัวอีกแล้ว เหตุที่ทำเช่นนี้เพื่อให้มวลเซลล์ชั้นในมีพื้นผิวสำหรับเกาะยึดได้มากพอ และเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูยังทำหน้าที่เป็นเซลล์พี่เลี้ยงปล่อยสารอาหารออกมาอีกด้วย เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคนิกการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนโดยไม่ต้องใช้เซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูมาเป็นเซลล์พี่เลี้ยง ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เนื่องจากเซลล์ผิวหนังจากตัวอ่อนของหนูอาจมีเชื้อไวรัสหรือสารโมเลกุลใหญ่บางชนิดติดมาด้วย

     เซลล์จากมวลเซลล์ด้านในที่อยู่ในจานเพาะเลี้ยงใช้เวลาหลายวัน ก่อนที่จะเจริญเติบโตจนเต็มจานเพาะเลี้ยง จากนั้นส่วนหนึ่งจะถูกนำไปไว้ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ การย้ายไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงอันใหม่ เรียกว่า subculture ซึ่งจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายครั้งหลายหน เป็นเวลานานหลายเดือน แต่ละครั้งรอบที่ทำการ subculture จะเรียกว่า passage โดยเฉลี่ยภายในเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เริ่มต้นเพียง 30 เซลล์ของกลุ่มมวลเซลล์ชั้นใน จะกลายเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนนับล้านเซลล์ ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเซลล์ไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่นเลย และต้องเป็นสเต็มเซลล์ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้หลายชนิด เราเรียกผลผลิสุดท้ายจากห้องปฎิบัติการนี้ว่า embryonic stem cell line เมื่อผลิตสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบได้ ก็จะนำไปแช่แข็ง และพร้อมที่จะนำไปใช้ในงานศึกษาวิจัยต่อไป

     การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เป็นต้นแบบ และ subculture เป็นเวลาหลายเดือน ช่วยให้มั่นใจว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนเหล่านั้นยังคงคุณสมบัติในการแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างนั้นการส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจรูปร่างลักษณะของเซลล์ ยังช่วยยืนยันยังเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่ได้ดิฟเฟอเรนชิเอท และช่วยให้เห็นลักษณะทางกายภาพของเซลล์เหล่านั้นอย่างชัดเจน รวมทั้งตรวจสอบความสมบูรณ์ของเซลล์ได้อีกด้วย
   เทคนิกการตรวจโปรตีนที่ผิวเซลล์ ช่วยยืนยันความเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น ทั้งนี้มีเทคนิกพิเศษหลายอย่างที่นำมาใช้ในการทดสอบทางห้องปฎิบัติการได้ โปรตีนที่ผิวเซลล์บางชนิดมีความจำเพาะเจาะจงสำหรับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การตรวจโปรตีนที่ชื่อ Oct-4 ซึ่งพบในสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังไม่มีดิฟเฟอเรนชิเอชั่น โปรตีน Oct-4 จัดเป็น transcription factor ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของยีน หรือเรียกว่าเป็นสวิชต์เปิด-ปิดยีน โปรตีนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของขบวนการดิฟเฟอเรนชิเอชั่นและยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเป็นตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอด้วยเช่นกัน

     การตรวจโครโมโซมช่วยวินิจฉัยความเสียหายของโครโมโซมที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจดูว่ามีเกิดขึ้นหรือไม่ และต้องตรวจนับจำนวนโครโมโซมให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการตรวจโครโมโซมคือ ไม่สามารถตรวจพบมิวเตชั่นที่เกิดขึ้นได้ การตรวจโครโมโซมทำได้ไม่ยากและถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญสำหรับกระบวนการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนวิธีหนึ่ง

   

นอกจากนี้ การตรวจความสามารถของสเต็มเซลล์ในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ทำได้สามวิธี
  • วิธีแรก : เป็นการปล่อยให้เซลล์เกิดดิฟเฟอเรนชิเอชั่นในจานเพาะเลี้ยง
  • วิธีที่สอง: เป็นการกระตุ้นให้เซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงด้วยวิธี การและเทคนิกต่างๆ
  • วิธีที่สาม: เป็นการฉีดเซลล์เข้าไปในหนูทดลองที่ถูกกดภูมิต้านทานไว้ก่อนหน้าแล้ว

   จะพบเนื้องอกชนิดเทอราโตมาในหนูดทดลอง teratoma เป็นส่วนผสมของเซลล์ที่ดิฟเฟอเรนชิเอทในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ กัน การเกิดเทอราโตมาในหนูทดลองจึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าเซลล์นั้นสามารถดิฟเฟอเรนชิเอทไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด


เซลล์ต้นแบบอวัยวะ (Stem Cell) , เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology), พัฒนาการวิทยาศาสตร์โลกอนาคต

ข่าวใหญ่ Talk of the Town ทั่วโลกสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นข่าวการทดลองและพัฒนา "เซลล์ต้นแบบอวัยวะ" (Stem Cell) ที่ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐลงนามให้เงินทุนสนับสนุนงานทำวิจัย สเต็มเซลล์อย่างมีเงื่อนไข แม้ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่ผ่านมาได้ให้คำมั่นที่จะคัดค้านการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเซลล์ต้นแบบอวัยวะด้วยวิธีการ "ทำลายตัวอ่อนมนุษย์" (Human Embryos)

ความคิดเห็นต่อประเด็นการพัฒนาเซลล์ต้นแบบอวัยวะที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างแพร่หลายนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ และภาคธุรกิจที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อว่า หากการค้นคว้าวิจัยประสบความสำเร็จ มนุษย์จะสามารถใช้การทดลองเพาะเลี้ยง-ปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์นี้มาแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยและทุพพลภาพของอวัยวะต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ได้ เช่น การพัฒนาเซลล์เนื้อเยื่อทดแทนได้อย่างไม่มีที่จำกัด อย่างเซลล์ตับอ่อนที่ช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง หัวใจล้มเหลว และพาร์คินสัน


สเต็มเซลล์ซึ่งถูกเรียกว่า "เซลล์มหัศจรรย์" นี้อาจนำไปสู่การรักษาโรค การสร้างอวัยวะเทียม หรือแม้แต่การทำให้อายุยืนยาวขึ้น รวมทั้งยังอาจเปลี่ยนวิธีการรักษาในวงการแพทย์อย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

สเต็มเซลล์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาในห้องทดลองของ Neural Stem Biophamaceuticals ซึ่งมี ริชาร์ด คารร์ เป็นหัวหน้าผู้บริหาร (ซีอีโอ) เพื่อสร้างเส้นประสาทที่อาจนำไปสู่การรักษาโรคพาร์คินสันและอัลไซเมอร์ได้ และหากผลการทดลองของคารร์และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ออกมาถูกต้องก็อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการทางการแพทย์ในศตวรรษ 21

บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวถึงวิธีการเปลี่ยนจากการใช้ยาตามปกติมาใช้วิธีการแพทย์แบบที่เรียกว่า Regenerative Medicine นับตั้งแต่มีการค้นพบ Embryonic Stem Cell เมื่อปี 1998 ฮาโรล วาร์มัส ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติในเวลานั้นกล่าวว่า "การวิจัยเหล่านี้มีแนวโน้มนำไปสู่การปฏิวัติวงการแพทย์รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพและความยืนยาวของชีวิต"






สเตมเซลล์คือเซลล์วัยอ่อนซึ่งมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์อวัยวะต่างๆในร่างกายได้ ดังตัวอย่างจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ที่เรียงซ้อนกันอยู่ในห้องทดลองที่เบอร์ลินของรูดอล์ฟ  เฟียโชว์  พยาธิแพทย์สมัยศตวรรษที่สิบเก้า  ผู้บุกเบิกแนวคิดว่าโรคภัยไข้เจ็บตั้งต้นที่ระดับเซลล์



ความลับในเซลล์


นักวิทยาศาสตร์ย้อมสีเนื้อเยื่อจากดวงตาเพื่อตรวจวัดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์และดูว่ามีสเตมเซลล์ที่สามารถซ่อมแซมกระจกตาอยู่หรือไม่   คอโลนีหรือกลุ่มเซลล์ รูปวงกลมขนาดใหญ่เป็นผลการเจริญเติบโตที่ชี้ว่าอาจมีสเตมเซลล์ปรากฎอยู่


เอ็มบริโอที่มีอายุ  5  วัน  นั้นมีขนาดเล็กยิ่ง

กว่าปลายเข็มเสียดอีก ทั้งยังไม่มีลักษณะ

พิเศษใดๆ  แม้แต่น้อย และไม่มี

แม้กระทั่งระบบประสาท



มุมมองที่แตกต่าง

                สำหรับผู้ที่เชื่อว่าชีวิตเริ่มต้นขึ้นทันทีที่สเปิร์มรวมตัวกับไข่ ภาพทารกที่เสียชีวิตจากการทำแท้ง (ตัวอย่างจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บน)  อาจทำให้รู้สึกเศร้าสลดหรือกระทั่งไม่พอใจ  และความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ผู้ต่อต้านการทำแท้งหลายคนประณามการวิจัยสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอ บางคนบอกกว่าทั้งเอ็มบริโอ ทารกในครรภ์  หรือทารกที่คลอดออกมาล้วนมีชีวิตทั้งสิ้นจะต่างกันก็ที่มีอายุเท่านั้น  จึงควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน

                แต่ผู้สนับสนุนการวิจัยสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอกลับมองต่างมุม ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน    แสดงภาพเอ็มบริโออายุ  5  วันในรูเข็ม  ซึ่งเป็นที่มาของเซลล์เจ้าปัญหานี้  ผู้สนับสนุนชี้ว่าการทิ้งเอ็มบริโอเหลือใช้ในคลินิกเจริญพันธุ์ไปเฉยๆ  เป็นการเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งการนำสเตมเซลล์มาใส่ในมดลูกก็ได้อยู่ดี  แต่เซลล์ที่ไม่มีหน้าที่เฉพาะนี้สามารถพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อของมนุษย์อันจะเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะที่แข็งแรงเพื่อต่อกรกับโรคร้าย  ปฏิกิริยาของสาธารณชนทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องค้นหาสเตมเซลล์จากแหล่งอื่นๆ  แม้ว่าสเตมเซลล์ของผู้ใหญ่อาจหาได้ง่ายและปรับตัวได้ดีกว่าที่เคยคิดกัน แต่นักวิจัยยังคงสนับสนุนให้ศึกษาสเตมเซลล์ ทั้งสองชนิด

                "เราหลีกเลี่ยงประเด็นทางด้านศีลธรรมไม่ได้ง่ายๆ  หรอกครับทอม  เมอร์เรย์  นักชีวจริยศาสตร์  ผู้เป็นประธานศูนย์แฮสติงส์ในนิวยอร์ก กล่าว  "ขณะนี้เรากำลังเผชิญปัญหาในการกำหนดว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร ซึ่งมีนัยที่สำคัญยิ่งต่อวิทยาศาสตร์และศาสนา"


สเตมเซลล์จากเอ็มบริโอ

(embryonic stem cell)



ที่มาสองแห่งของเอ็มบริโอ

                สเตมเซลล์จากเอ็มบริโอส่วนใหญ่ที่ใช้การวิจัยได้มาจากเอ็มบริโอในการทำเด็กหลอดแก้ว  แต่นักวิทยาศสตร์กำลังศึกษาการแยกเซลล์จากเอ็มบริโอที่ได้จากการโคลน  ซึ่งเป็นการนำนิวเคลียสของเซลล์ใส่เข้าไปในไข่ที่ถูกแยกนิวเคลียสออกเมื่อครบ  5  วัน  นักวิทยาศาสตร์จะถ่ายมวลภายในเอ็มบริโอพร้อมด้วยสเตมเซลล์ที่ต้องการประมาณ  40  เซลล์ใส่จานเพาะเลี้ยงที่มีเซลล์ให้อาหาร  และเปลี่ยนจานเพาะเลี้ยงระหว่างที่เซลล์เติบโต  หากสเตมเซลล์ชุดนี้แบ่งตัวเป็นเซลล์ที่แข็งแรงหลายล้านเซลล์ได้โดยไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่เฉพาะ ก็จะเป็นสายสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอซึ่งสามารถแบ่งตัวได้ไม่มีที่สิ้นสุด

 

ากเซลล์สู่การบำบัดโรค

                สเตมเซลล์จากเอ็มบริโอสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้  นักวิทยาศาสตร์จึงต้องพยายามไม่ให้เซลล์ที่เพาะไว้เจริญเต็มที่  ก่อนจะนำไปเปลี่ยนเป็นเซลล์ตามที่ผู้ป่วยต้องการ  อะไรคือความลับของธรรมชาติที่สั่งให้สเตมเซลล์หนึ่งๆ  พัฒนาไปเป็นเลือด ผิวหนัง  หรือ  เนื้อเยื่อตับ    การทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนของสารที่จำเป็นต่อการเติบโต  องค์ประกอบทางเคมีและรหัสพันธุกรรมเป็นตัวผลักดัน  ให้เกิดกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มเข้าใจ  ดังนั้นการบำบัดโรคด้วยสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอจะยังไมใช้กับมนุษย์จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจกระบวนการดังกล่าวได้อย่างถ่องแท้

สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่

(adult stem cell)


เซลล์อาวุโส

                มนุษย์มีสเตมเซลล์แฝงอยู่ในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ  เซลล์เหล่านี้จะตื่นตัวขึ้นเมื่อเกิดโรคภัยหรือการบาดเจ็บ  ขณะที่สเตมเซลล์จากเอ็มบริโอสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ได้ทุกชนิด  สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่กับมีพัฒนาการไปตามเนื้อเยื่อตันกำเนิด  เช่น  สเตมเซลล์จากสมองพัฒนาเป็นเซลล์ประสาทได้  แต่ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเซลล์ตับ หรือเซลล์กระดูก  สเตมเซลล์จากเลือดสายสะดือของทารกแรกเกิดก็จะสร้างเฉพาะเซลล์เม็ดเลือด  แต่ล่าสุดพบว่าเนื้อเยื่อสายสะดือมีเซลล์เมเซนไคมาที่สร้างกระดูกได้ด้วย  โดยทั่วไปสเตมเซลล์ของผู้ใหญ่ที่อยู่ในร่างกายจะมีจำนวนเล็กน้อยและเพาะเลี้ยงยาก  แต่การบำบัดโรคต้องอาศัยเซลล์ประเภทนี้เป็นจำนวนมาก

สถานการณ์คืบหน้า

                แม้ทุกวันนี้จะมีสเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เท่านั้นที่ถูกนำไปทดลองในมนุษย์  แต่งานวิจัยสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอก็รุดหน้าคู่กันไปพร้อมๆ  กับการค้นหาวิธีบำบัดโรค  ถึงผลที่ได้จะอยู่ในขั้นต้น  แต่ก็อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการแพทย์ ความคืบหน้าในการรักษาโรคบางโรค  ได้แก่   โรคหัวใจ

โรคหัวใจ

                เชื่อกันว่า  การฉีดสเตมเซลล์จากไขกระดูกเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยโรคหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้น

มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งชนิดอื่น

                ผลการศึกษาชี้ว่า  สเตมเซลล์จากไขกระดูกและเลือดจากสายสะดือรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้  และชะลออาการของโรคมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองชนิดนอนฮอด์จกิน  มะเร็งตับอ่อน  และมะเร็งรังไข่ในผู้ป่วยบางราย

โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์

                สเตมเซลล์ของผู้ใหญ่เร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนได้  ผู้ป่วยที่ผ่านการทดลองรักษาด้วยสเตมเซลล์บางรายมีอาการปวดลดลงชั่วคราวและบางรายตอบสนองดีกว่าการใช้ยา

 

หลายคนคิดว่า  เราอาจพบสเตมเซลล์ ของผู้ใหญ่ชนิดใหม่ ที่มีความสามารถอเนกอนันต์ เช่นเดียวกับสเตมเซลล์จากเอ็มบริโอก็ได้


สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

       ไมเคิล ยัง และเฮนรี  คลาสเชน  จากสถาบันวิจัยดวงตาเชปเพนส์ แห่งฮาร์วาร์ด  ใช้กลุ่มหมูทดลองพิเศษที่มียีนเรืองแสงสีเขียวจากแมงกะพรุน  ซึ่งแรนดัลล์  พราเทอร์ จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี  สร้างขึ้นเพื่อศึกษากลไกการซ่อมแซมดวงตาดังกล่าวอย่างละเอียด  เมื่อปลูกถ่ายเซลล์จอตาจากหมูเรืองแสงลงในหมูปกติที่ได้รับบาดเจ็บ  ทีมวิจัยของยังก็สามารถติดตามและตรวจสอบการทำงานของเซลล์เรืองแสงสีเขียวเหล่านั้นได้

        ยังบอกว่า " เซลล์พวกนี้ จะหาจอตาที่บาดเจ็บแล้วซ่อมแซมครับ  ดูเหมือนว่าจอตาที่บาดเจ็บจะคอยบอกให้เซลล์รู้ว่าต้องทำอะไร "

        เทคนิคนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง  โดยการผ่าตัดช่องเล็กๆ  ทางด้านหลังของดวงตาและการศึกษาที่ดำเนินไปภายใต้การควบคุมช่วยให้หมูบางตัวมองเห็นได้อีกครั้ง





ในโลกของวิทยาศาสตร์ จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคนมีชื่อเสียงและได้รับรางวัลต่างๆ มากมายก็เนื่องมาจากจินตนาการอันบรรเจิดของท่านเหล่านั้นนั่นเอง การเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต บวกกับจินตนาการผสมผสานกันอย่างลงตัว นำมาซึ่งปัญหาหรือข้อสงสัย และการตั้งสมมติฐานสำหรับการทดลองค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์

                    หลายคนคงเคยดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่อง รวมทั้งการอ่านหนังสือและนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามนุษย์เรา   จะมีจินตนาการหรือการคิดฝันถึงสิ่งโน้นสิ่งนี้ก่อนเสมอ ก่อนที่จะทำให้ความคิดเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมา ฝันหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังสนใจ และคิดตรงกัน ก็คือการสร้างยาที่สามารถสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่เมื่อได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย เรียกว่า "Regenerative medicine"




Picture Ref.: "ยาปลูกอวัยวะ ในยุค Medicine Revolution", Biology Department, IPST

                    "จุดเริ่มต้นของการคิดค้นยาชนิดนี้มาจากไหน?"

                    "stem cell" ชื่อนี้หลายคนคงคุ้นเคยดี เพราะ stem cell ได้เป็นข่าวใหญ่โตในหน้าหนังสือนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ทั่วโลกมากมาย   stem cell คืออะไร?    stem cell คือเซลล์เริ่มต้นที่สามารถแบ่งเซลล์ได้ตลอดเวลา การแบ่งเซลล์ดังกล่าว จะให้เป็นเซลล์เดิม และชนิดต่างๆ เพื่อไปทำหน้าที่ที่แตกต่างกันในร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ

 

                    เราจะเห็นการทำงานของ Stem cell (หรือ undifferentiated cell) ได้ชัดเจนจากการศึกษาการงอกใหม่ของอวัยวะบางส่วน หรือทุกส่วนที่เกิดความเสียหาย เช่น หัว สมอง อวัยวะภายใน และรยางค์ ในพลานาเรีย ไฮดรา ดาวทะเล zebrafish หรือแม้แต่การงอกหางใหม่ในซาลาแมนเดอร์

            ตัวอย่างที่คุ้นเคย คือ "พลานาเรีย" มีอะไรพิเศษในพลานาเรีย? ทดสอบได้ง่ายๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองตัดพลานาเรีย ออกเป็น 279 ชิ้น และได้พลานาเรียใหม่ 279 ตัวหลังจากเลี้ยงทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ และในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ   เช่น  ซาลาแมนเดอร์ ดาวทะเล ไฮดรา ก็จะมีการงอกใหม่ของ อวัยวะบางส่วนเช่นเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่มนุษย์เราไม่สามารถทำได้


                    แล้วทำไมมนุษย์ถึงไม่สามารถสร้างอวัยวะที่ขาดหายไปได้? มนุษย์จะมียีนที่ควบคุมการงอกใหม่ของอวัยวะที่เสียหายเหมือนในสิ่งมีชีวิตที่กล่าวมาหรือไม่? ว่าแล้วนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็เริ่มต้นทำการศึกษายีน โปรตีน และรูปแบบการส่งสัญญาณในเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างอวัยวะที่เสียหายขึ้นมาใหม่ เทียบกับยีนของมนุษย์ จนกระทั่งในที่สุด Alejandro Sanchez Alvarado จาก the University of Utah in Salt Lake City ก็ได้กล่าวว่า

                    "เราโชคดี ที่เรามียีนเหมือนกับยีนที่พลานาเรียใช้ในการสร้างสมอง กล้ามเนื้อ และส่วนหัวทั้งหมดขึ้นมา เมื่อส่วนเหล่านั้นถูกทำลาย"

                    ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราค้นพบว่า มนุษย์มียีนเหมือนกับยีนที่พลานาเรียใช้ในการสร้างอวัยวะใหม่ก็คือ ยีนดังกล่าวทำงานอย่างไร? และทำไมยีนของมนุษย์จึงทำงานแค่ในช่วงแรกของชีวิตเท่านั้น   นักวิทยาศาสตร์พบว่าในไฮดราและพลานาเรีย stem cell จะถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวเพื่อสร้างเป็นอวัยวะต่างๆ ได้ตลอดชีวิตเลยทีเดียว ซึ่งจะแตกต่างจาก stem cell ที่พบอยู่ในร่างกายของเราที่สามารถเจริญ และเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้ในขอบเขตจำกัด มีความจำเพาะกับอวัยวะนั้นๆ เท่านั้น คำถามที่ชวนสงสัย คือ ทำไม? อะไรเป็นปัจจัยภายในเซลล์ที่ควบคุมการทำงานของยีนดังกล่าว?

                    มีการศึกษาเปรียบเทียบถึงเรื่องความพิเศษในการซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ของตัวนิวท์ ซาลาแมนเดอร์ หนอนปล้อง และ zebrafish ทำให้พบว่าเมื่อมีอวัยวะบางส่วนของร่างกายถูกทำลาย เซลล์ที่ถูกทำลายจะส่งสัญญาณไปยังเซลล์ข้างเคียง และสามารถกระตุ้น "differentiated cell" (ซึ่งเป็นเซลล์ที่ได้ผ่านการเจริญเปลี่ยนแปลงและพัฒนามาแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเซลล์ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ) ให้เปลี่ยนกลับไปเป็น stem cell ได้อีก และ stem cell นี้เองก็จะแบ่งตัวเพื่อจำนวน stem cell ในขณะเดียวกันก็จะเพิ่มจำนวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์อื่นๆ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของร่างกายได้ เราสามารถสังเกตเห็นการทำงานของ stem cell ได้ จากการงอกใหม่ของหางนิวท์ ซาลาแมนเดอร์ และหางจิ้งจก เป็นต้น

                    ครั้งแรกสำหรับการทดลองในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ในปี 1998 ดอกเตอร์ Ellen Heber-Katz และคณะ ได้ศึกษาความสามารถในการซ่อมแซมรูที่แผ่นเยื่อแก้วหูที่เขาและเพื่อนๆ ตั้งใจเจาะให้กับหนูสายพันธุ์ที่เรียกว่า "MRL mice" เพื่อทดสอบความสามารถในการซ่อมแซมเยื่อแก้วหู เขาพบว่าหนูสายพันธุ์นี้สามารถซ่อมแซมเยื่อแก้วหูได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรอยแผลเป็นน้อยมาก หลังจากการค้นพบดังกล่าวทีมงานชุดนี้ก็ได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจของหนูสายพันธุ์นี้ โดยไม่มีการใช้ยา หรือการปลูกถ่ายเซลล์ หรือเนื้อเยื่อใดๆ ให้กับหนูที่ทดลองเลย เขาพบว่าหลังจากการทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหายแล้ว 2 เดือนต่อมาหนูที่ทดลองสามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจได้เหมือนเดิม เขาพบว่าหนูสายพันธุ์ MRL สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจได้โดยอาศัยเซลล์ซึ่งแตกต่างจากเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ แต่จะอยู่ในบริเวณรอบๆ แผลซึ่งสามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่แทนที่เซลล์เดิมได้

                    และเมื่อเปรียบเทียบกับหนูสายพันธุ์อื่นๆ พบว่าหนูสายพันธุ์ MRL มีเซลล์ที่เป็น stem cell ของกล้ามเนื้อหัวใจมากถึง 20% ที่อยู่ในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ขึ้นมา ในขณะที่หนูสายพันธุ์ที่ทำมาศึกษาเปรียบเทียบมีเซลล์ดังกล่าวเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมกล้ามเนื้อในส่วนที่เสียหาย การทำงานของเซลล์ที่แตกต่างกันมาก จนทำให้ John M. Leferovich กล่าวว่า "มากกว่า 15 ปี ที่เดียวที่เราศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อมา เราไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย"

                    จากการศึกษาดังกล่าวทำให้มีการศึกษาเปรียบเทียบเกี่ยวกับความแตกต่างของยีนในหนูสายพันธุ์ MRL กับสายพันธุ์อื่นๆ เพื่อหาทางสร้างยาที่สามารถบังคับให้เซลล์สามารถแบ่งตัวเพื่อมาซ่อมแซมอวัยวะเป้าหมายที่เกิดความเสียหายให้กลับดีดังเดิมได้

                    และคำถามสุดท้าย ก็คือ ทำไมต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบการทำงานของยีนที่ทำงานเกี่ยวกับการเกิดใหม่ของอวัยวะ ในสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิด? การศึกษาเปรียบเทียบทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นความแตกต่างของการทำงานของยีนในแต่ละระดับ ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด การทำงานของยีนที่แตกต่างกัน ก็จะให้ผลที่แตกต่างกัน และเมื่อเรามองเห็นและเข้าใจความแตกต่างของการทำงานของยีนทั้งหมดแล้ว เราก็จะสามารถควบคุมการทำงานของยีนนี้ได้ เมื่อถึงขั้นนั้น "มนุษย์ก็จะสามารถงอกแขนขาได้ใหม่เหมือนจิ้งจกงอกหาง นั่นเอง!"

       เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) เป็นเซลล์ตัวอ่อนของโลหิตซึ่งอาศัยในไขะดูก และเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง (ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย), เม็ดโลหิตขาว (ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค)  และเกล็ดโลหิต (เป็นส่วน สำคัญที่ช่วยให้โลหิตแข็งตัว) เข้าสู่กระแสโลหิตในเด็กจะมีการสร้างเม็ดโลหิตในกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย  แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะมีการสร้างเม็ดโลหิตในกระดูกบางชิ้นของร่างกาย เช่น กระดูกเชิงกราน,กระดูกซี่โครงส่วนหัวของกระดูกต้นขา เป็นต้น 



      เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากรก (Cord Blood) เป็นโลหิตส่วนที่เหลือในสายสะดือของเด็กทารกหลังจากที่ได้รับ
การตัดสายสะดือ และมักจะถูกทิ้งไป เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากรกก็เหมือนกับไขกระดูก  กล่าวคือเป็นแหล่งที่อุดมด้วย
เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ในการสร้างเม็ดโลหิต และระบบภูมิคุ้มกัน  โดยที่เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง (ทำหน้าที่นำอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย)  เม็ดโลหิตขาว (ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค) และ เกล็ดโลหิต (เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลหิตแข็งตัว)     เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากรก (Cord Blood)ถูกนำมาใช้หลังจาการรักษาโรคทางโลหิต และมะเร็งต่างๆ   การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากรกคือ  กระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากสายสะดือของเด็กทารกทันทีหลังคลอด และรีบนำไปแช่แข็งทันทีจะเก็บไว้ได้นานหลายปี  ถ้าพบว่าเด็กเจ็บป่วยเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยใช้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเด็กคนนี้ก็จะมีเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของตนเองนำมาใช้ได้














  วรศักดิ์ 0894474787
MSN :neo_reawta@hotmail.com , banana.ms@ictprosystems.net
Email : neo_reawta@hotmail.com
Top