เทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ๆ ในปี 2554 จะสร้างสรรค์ประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับยุคที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ (Pervasive computing) ในฐานะผู้ใช้ เราจะมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีให้เลือกใช้หลากหลายมากขึ้นเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด โดยอินเทลมองว่า เทรนด์เทคโนโลยีของปี 2554 ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบการทำงานที่ฉลาด ทรงประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ได้แก
Comments (0) 880 HIT
|
Comments (0) 978 HIT"มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" เขานั่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ และประธานผู้ก่อตั้งร่วมของเว็บไซต์เฟชบุ๊ก ที่มีคนติดกันงอมแงมทั่วโลก ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ว่าเป็นบุคคลแห่งปี 2010 ด้วยเหตุผลว่า เพื่อเชื่อมต่อกับประชาชนมากกว่า 500 ล้านคน และทำแผนผังความสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่พวกเขา เพื่อเปิดระบบใหม่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนวิธีการที่เราจะใช้ชีวิต จึงทำให้เขาได้รับยกย่องดังกล่าว
Comments (0) 997 HIT"อีก 77 กิโลเมตรถึงกรุงเทพฯ" แล้วตรงไหนล่ะ คือหลักกิโลเมตรที่ 0 ..???
หลายคนยังงงว่าหลักกิโลเมตรที่ 0 ของกรุงเทพฯ อยู่ตรงไหนของเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ ใบ้ให้ว่าอยู่ใจกลางเมืองจริงๆ เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว บางคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญอีกด้วย
Comments (1) 1252 HITปัจจุบันผู้คนสื่อสารกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาล และไม่ใช่แค่เพียงการติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น หากแต่การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการปรับปรุงกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะต้องทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเหล่านี้ยังต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใน “พฤติกรรมการสื่อสาร” ของคนอีกด้วย
Comments (0) 989 HIT
Comments (0) 900 HITประวัตความเป้นมาของ Facebok
Facebook ถือกำเนิดขึ้นในปี 2004 โดย Mark Elliot Zuckerberg ด้วยวัยเพียง 23 ปี เขาเกิดในครอบครัวเชื้อสายยิว-อเมริกันเมื่อปี 1984 และใช้ชีวิตแสนธรรมดาอยู่ในรัฐนิวยอร์ก แม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังใส่เสื้อเชิ้ตลากรองเท้าแตะไปทำงานย่านพาโลอัลโต เคลิฟอร์เนียเป็นประจำทุกเช้า Mark Elliot Zuckerberg ได้ถูกจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก ได้มีการประมาณการรายได้ของเขาโดยนิตยสารฟอร์บว่า รายได้ต่อปีประมาณ 300 ล้านเหรียญ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 1,500 ล้านเหรียญ เรามาดูชีวิตในวัยเด็กดีกว่าว่าเขาทำอะไรกัน… ชั้นประถม: เขาสามารถที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ชั้นไฮสคูล: เขาและเพื่อนสามารถเขียน plugin สำหรับโปรแกรม winamp สำหรับเครื่องเล่น MP 3 ได้ จนบริษัท AOL และ Microsoft ชวนไปทำงานด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธ!! ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด: เขาได้ Hack เข้าไปในระบบทะเบียนของนักศึกษาเพื่อดึงรูปจากฐานข้อมูลมาใส่ใน website: Facemask.com ผลที่ตามมาก็คือเขาถูกระงับการใช้ internet ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาได้เสนอให้ทางมหาวิทยาลัยจัดทำ web directory สำหรับข้อมูลที่รวบรวมรายชื่อ ภาพถ่ายของนักศึกษาที่เรียกว่า Facebook แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ปฏิเสธ!!! จากผลของการถูกลงโทษในมหาวิทยาลัยทำให้ Mark เกิดความรู้สึกท้าทายอยากทำให้ Facebook.com ถือกำเนิดและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ดังนั้นเขาจึงได้เช่น hosting ในราคา 85 เหรียญ ในเวลา 3 เดือนหลังจากนั้น และต่อมา เพื่อนๆของเขาได้แนะนำให้รู้จักกับผู้บุกเบิกกิจการ Paypal เขาได้ใช้เวลาในการนำเสนอไม่เกิน 15 นาที ก็ได้เงินมาลงทุน 500,000 เหรียญ เมื่อคิดถึงมหาเศรษฐีอย่าง Bill Gate ก็เลยตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย ผลปรากฏว่า ภายในปี 2008 มีสถิติผู้เข้าชม 5 ล้านคน และยอดทะลุถึง 300 ล้านคนในปี 2009!!. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะค่ะว่า yahoo ยื่นข้อเสนอในการซื้อกิจการ 1,000 ล้านเหรียญ และนิตยสาร Time ได้จัดให้ Mark เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปี 2008 เขามีคติในการทำงานที่เข้าใจง่ายว่า “ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ” เรามาดูวัตถุประสงค์ของการตั้ง Facebook กันนิดหนึ่งนะค่ะ เขามีวัตถุประสงค์ว่า คนที่มาเป็นสมาชิกในเครือข่าย จะต้องมีการเปิดเผยความจริงใจให้กับเพื่อนโดยการแสดงข้อมูลที่เป็นจริง เพราะคนที่คิดว่าจะเพื่อนกันใน Facebook ก็ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงด้วย แต่ถ้าเพื่อนคนไหนไม่ได้เปิดเผยตัวตนเลย อาจจะมองว่าคนนั้นไม่จริงใจกับเพื่อนฝูงก็ได้นะค่ะ ดังนั้น เราจะเห็นว่าในหน้า Profile จะเป็นหน้าหลักที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของแต่ละคน และคนที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายของเขาสามารถเห็นได้
Comments (0) 702 HIT
นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ดีแทคกล่าวว่าการเติบโตของลูกค้าดีแทคแอร์การ์ด เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากปีที่ผ่านมาและยังมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีลูกค้าที่ซื้อและใช้งานดีแทคแอร์การ์ดเป็นประจำกว่า 40,000 ราย ซึ่งในอนาคตจะมีอุปกรณ์อีกหลายประเภท เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตพีซี โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับการใช้งาน WiFi เพิ่มมากขึ้น ดีแทคจึงได้นำ dtac iWiFi 30 ออกสู่ตลาด
Comments (0) 898 HITผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ชายที่ชอบใช้งานคอมพิวเตอร์พกพา (แล็ปท็อป) บนหน้าตักมีความเสี่ยงทำให้อสุจิของชายผู้นั้นด้อยคุณภาพลง ผลจากอุณหภูมิเครื่องคอมพ์ที่เป็นอันตรายต่อกระบวนการเก็บรักษาและผลิตอสุจิในถุงอัณฑะ โดยพบว่าแผ่นรองโน้ตบุ๊กที่ถูกโฆษณาว่าสามารถลดความร้อนในเครื่องก็ไม่ช่วยให้ความเสี่ยงลดลง
ดร.เยลิม เชนกิน (Yelim Sheynkin) ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตสโตนนีบรูก สรุปความในวารสาร Fertility and Sterility ว่าชายทั่วโลกหลายล้านคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในขณะนี้กำลังมีปัญหามีบุตรยาก เนื่องจากการใช้งานแล็ปท็อปเพียง 10-15 นาที ก็จะทำให้อุณหภูมิถุงอัณฑะของชายสูงขึ้นเกินระดับความปลอดภัย ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว
ดร.เชนกินสรุปผลการศึกษานี้โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิถุงอัณฑะของกลุ่มตัวอย่างชาย 29 คน ซึ่งแม้จะมีแผ่นรองเครื่องวางคั่นกลางระหว่างเครื่องและหน้าตัก ก็ยังพบว่ามีอุณหภูมิสูงขึ้นเกินระดับความปลอดภัยหลังจากใช้งานเพียง 10-15 นาที
ดร.เชนกินให้ข้อมูลว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียง 2 องศาฟาเรนไฮต์ก็มีความเสี่ยงสร้างอันตรายกับอสุจิ โดยการศึกษาพบว่าการใช้งานแล็ปท็อปบนตักเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจะทำให้อุณหภูมิถุงอัณฑะเพิ่มขึ้นถึง 5 องศาฟาเรนไฮต์
ความเสี่ยงจากการใช้งานคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปบนตักต่ออสุจิในชายนั้นเคยเป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อปี 2547 ครั้งนั้นดร.เชนกินพบว่ามีผลทำให้ปริมาณอสุจิลดลง ก่อนจะมาพบว่า แผ่นรองคอมพิวเตอร์ก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยงในการศึกษาครั้งล่าสุด
ดร.เชนกินย้ำว่าการสวมกางเกงรัดแน่นไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อคุณภาพอสุจิ เพราะผู้สวมมีการเคลื่อนไหว แต่การนั่งใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปบนตัก ขาของผู้ใช้จะนิ่งเฉยและปิดเข้าหากัน การนั่งในท่านี้นาน 1 ชั่วโมง ถุงอัณฑะจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งการใช้แผ่นรองเพื่อให้ผู้ใช้สามารถแยกขาออกจากกันได้มากขึ้น ก็ไม่ทำให้อุณหภูมิลดลง
เมื่อแผ่นรองแล็ปท็อปไม่สามารถลดความเสี่ยง ดร.เชนกินจึงแนะนำให้ชายทุกคนใช้งานคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปบนโต๊ะ จึงจะปลอดภัยที่สุด
ปัจจุบัน คู่สมรสในสหรัฐฯราว 1 ใน 6 คู่กำลังประสบปัญหามีบุตรยาก โดยครึ่งหนึ่งเกิดจากฝ่ายชายเป็นหมัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่า หญิงที่ใช้งานแล็ปท็อปบนตักจะมีความเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุณหภูมิไม่เป็นปัจจัยอันตรายต่อการเจริญพันธุ์ในเพศหญิง
Comments (0) 824 HIT










